สุขภาพ

บทความสุขภาพ
สุขภาพดีคิดบวก
ดูแลสุขภาพพระพุทธเจ้า
อาหารสุขภาพวิธีลดหน้ามัน
อาหารเสริมกินจืดยืดชีวิต
สมุนไพรกรดไหลย้อน


สมุนไพรไทยสมุนไพร
+กล้วยหอม
+
อินทผลัม 
+
เกาลัด
+
กระวาน
+มะขาม
+
มะตูม
+
กระเทียม
+
ขมิ้นชัน
+
ขิง
  สุขภาพ
สุขภาพดีบทความสุขภาพ
ลดกินแป้ง ลดสิว
+กล้ามท้องที่เซ็กซี่
+Article Health
หนังสือสุขภาพ
+Rema Books 

บทความสุขภาพ
ดูแลผิว ดวงตา 
+กลิ่นปากทำไงดี
+วิธีขัดผิวขาว 
+ผิวสวยด้วยผัก
+
เช็คสภาพผิวหน้า
+ล้างหน้าไม่มีฟอง

บทความสุขภาพ อาหารสุขภาพ เพื่อสุขภาพดีดี
Custom Search

วิตามินอี (Vitamin E) ดี โทษ อย่างไร?

วิตามินอี ซึ่งจากความน่าสนใจในประโยชน์ต่างๆดึงดูดให้ผู้บริโภค
หลายๆ คนใช้วิตามินอี โดยลืมคำนึงถึงความจำเป็นที่ควรจะได้รับ
หรือโทษที่อาจเกิดขึ้นเมื่อได้รับมาจนเกินความต้องการของร่างกาย
บทความนี้จึงต้องการให้ความรู้กับผู้บริโภค เพื่อให้เข้าใจถึงความจำ
เป็นในการใช้ประโยชน์ และโทษต่างๆ ของวิตามินอีมากยิ่งขึ้น

วิตามินอี (Vitamin E) ดี โทษ อย่างไร?


วิตามินอี สำคัญอย่างไร ?
วิตามินอี หรือ โทโคเฟอรอล (Tocopherol)เป็นวิตามินที่ละลาย
ได้ดีในไขมัน จัดเป็นหนึ่งในวิตามินที่สำคัญที่ร่างกายจำเป็นต้องได้
รับโดยวิตามินอีจะช่วยป้องกันการแตกของเม็ดเลือดแดง ป้องกันการ
เกิดลิ่มเลือดและการอุดตันของเส้นเลือด ลดการเกิดกระบวนการอัก
เสบในร่างกายที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคต่างๆ และยังมีฤทธิ์อื่นๆ อีก
มากมาย มีหน้าที่เบื้องต้นเสมือนฟองน้ำที่คอยดูดซับอนุมูลอิสระซึ่ง
เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เซลล์หรือเนื้อเยื่อถูกทำลาย หรือที่รู้จักกันใน
ชื่อของ "สารต้านอนุมูลอิสระ"

อาหารที่มีวิตามินอีมาก ได้แก่ พืชผัก ผลไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ส่วนที่จะเจริญเป็นต้นใหม่ (germ) เมล็ดพืช หรือ ธัญพืช แต่ก็พบว่า
ออกซิเจนและความร้อนสามารถทำลายวิตามินอีได้ รวมไปถึงการแช่
แข็งเป็นเวลานาน ก็ทำให้เกิดการสูญเสียวิตามินอีได้เช่นกัน

ดังนั้นการบริโภคผักหรือผลไม้สดจะช่วยเพิ่มปริมาณวิตามินอีที่ร่าง
กายได้รับได้ นอกจากนี้ยังพบว่าน้ำนมแม่ โดยเฉพาะน้ำนมแม่หลัง
คลอด (colostrum) ก็เป็นอีกแหล่งหนึ่งที่ให้วิตามินอีในปริมาณ
ที่สูงมากเช่นกัน

จะทราบได้อย่างไร เมื่อร่างกายขาดวิตามินอี ?
โดยปกติจะไม่พบการขาดวิตามินอีจากการขาดสารอาหาร แต่มักพบ
จากความผิดปกติในการดูดซึมไขมัน เช่น การทำงานของตับ ตับอ่อน
และลำไส้ผิดปกติ หรือมีโรคทางพันธุกรรม เช่น โรคที่มีอาการผิดปกติ
ของระบบประสาท (เดินเซ) ร่วมกับการขาดวิตามินอี (ataxia with
vitamin E deficiency) นอกจากนี้ยังพบการขาดวิตามินอีได้ใน
ทารกคลอดก่อนกำหนดหรือน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ ผู้ที่มีพังผืดจับ
ในถุงน้ำดี (cystic fibrosis) รวมทั้งในผู้ที่ขาดเอนไซม์ กลูโคส-6-ฟอสเฟต ดีไฮโดรจีเนส (G-6-PD) ทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตก
ได้

ซึ่งการขาดวิตามินอี ต้องใช้ระยะเวลานานจึงจะเริ่มมีสัญญาณการเกิด
ความเสียหายของระบบประสาทปรากฏขึ้น เช่น สูญเสียการรับสัมผัส
และการตอบสนองต่อสิ่งเร้า สูญเสียความรู้สึกทางกาย กล้ามเนื้ออ่อน
แรง มีปัญหาเรื่องการกลอกตาและทรงตัวได้ยาก เป็นต้น

จะเป็นอย่างไร เมื่อร่างกายได้รับวิตามินอีมากเกินไป?โดยปกติร่างกายจะรับปริมาณวิตามินอีขนาดสูงได้ดี แต่อาจพบอาการ
ท้องอืด อาเจียน ท้องร่วง ท้องเสีย ปวดท้อง ปวดหัว ตาพร่า เมื่อยล้า
อ่อนเพลีย ได้บ้างในบางราย รวมถึงอาจพบอาการเลือดไหลไม่หยุดใน
ผู้ที่ขาดวิตามินเค และในผู้ที่ได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะเพิ่มความ
เสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันได้ แต่โดยส่วนมากแล้ว ถ้าได้รับใน
ขนาดไม่เกินวันละ 800 IU จะมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคที่ไม่มี
ความผิดปกติใดๆ ส่วนวิตามินอีในรูปที่ปรากฏอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่ใช้
สำหรับทาผิว อาจพบอาการแพ้ทางผิวหนังจากการสัมผัส (contact dermatitis) ได้ในบางราย

ข้อมูลอ้างอิง คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
Post 10 August 2015
ประโยชน์ของวิตามินอี

บทความสุขภาพ สมุนไพร อาหารสุขภาพ

สุขภาพดี

สุขภาพดีดีหน้าต่างสุขภาพ

+สุขภาพผู้หญิง
+สุขภาพผู้ชาย
+สุขภาพเด็ก
+สุขภาพวัยรุ่น
+ผู้สูงอายุ 

อาหารสุขภาพสถานที่เที่ยวไทย

โรคภัยไข้เจ็บการรักษาโรค
+ควบคุมความดัน+รักษานอนกรน
+
นมกับโรคภูมิแพ
+
ข้อเข่าเสื่อม
+10 วิธีฝึกสมอง


อาหารสุขภาพอาหารสุขภาพ
+วิธีทำแยมนมสด
+ผักกระสัง
+แกงกะหรี่ญี่ปุ่น
+น้ำมะพร้าว
+ชะคราม
+
ข้าวไรซ์เบอร์รี่
+กินไข่แดงดีนะ
บทความอื่น 

สุขภาพ

อาหารสุขภาพบทความสุขภาพ
ลดน้ำหนัก
+อาหารคนรักวิ่ง
+ป.ย.ของแอโรบิก
+กินจุบกินจิบ
+แขม่วท้องลดพุง
+แกว่งแขนลดพุง
อ่านบทความอื่น

สุขภาพผู้สูงอายุ
+อาหารผู้สูงอาย
+
อาชีพผู้สูงอายุ
+อัลไซเมอร์
+ผู้หญิงวัยทอง 
+ผู้ชายวัยทอง 
อ่านบทความอื่น